LH คาดขายโรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พอยท์ ราชดำริ เข้ากอง REIT

บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) เปิดแผนงานปี 60 ตั้งเป้ายอดรับรู้รายได้จากธุรกิจการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย 3.1 หมื่นล้านบาท และรายได้ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์อีก 3.15 พันล้านบาท จากโรงแรม 4 แห่งในกทม.และอพาร์ตเมนท์ 4 แห่งในสหรัฐ ขณะที่คาดว่าปีนี้จะมียอดขาย 2.6 หมื่นล้านบาท โดยเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 1.49 หมื่นล้านบาท ในปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 1.1 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นใช้เพื่อซื้อที่ดินราว 7 พันล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีก 4 พันล้านบาท ขณะที่บริษัทมีแผนระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้จำนวนไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท และอยู่ระหว่างดำเนินการขายโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยท์ ราชดำริ เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ให้แล้วเสร็จภายในครึ่งปีแรก ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า ณ สิ้นปี 60 บริษัทจะมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับไม่เกิน 0.8 เท่า

นายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการผู้จัดการ LH เปิดเผยว่า บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน ณ สิ้นธ.ค. 59 อยู่ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการทยอยโอนในปีนี้ราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในปี 60 บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ที่สร้างเสร็จและเริ่มโอนในปีนี้จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมราว 1.2 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม The Bangkok Sathorn มูลค่า 7 พันล้านบาท มียอดขายแล้ว 70% โครงการคอนโดมิเนียม The Room เจริญกรุง มูลค่า 3 พันล้านบาท มียอดขายแล้ว 60% และโครงการคอนโดมิเนียม The Key เจริญราษฎร์ มูลค่า 2 พันล้านบาท มียอดขายแล้ว 60%

นอกจากนี้บริษัทยังมีสต็อกพร้อมขายอยู่มูลค่า 7-8 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดมิเนียมราว 6 พันล้านบาท ขณะที่แผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าไว้ที่ 4 พันล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุน 2 พันล้านบาท ไว้สำหรับการใช้ลงทุนก่อสร้างโครงการเทอมินอล 21 พัทยา ซึ่งเป็นงานก่อสร้างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 61 และอีก 2 พันล้านบาท เป็นงบสำหรับใช้ซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเน้นการการลงทุนในประเทศเป็นหลัก เพราะในปี 59 บริษัทได้ลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยได้ซื้ออพาร์ตเม้นท์ในสหรัฐฯเข้ามาใหม่ 2 โครงการ มูลค่าลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตามบริษัทขอดูนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หากมีนโยบายลดอัตราภาษีนิติบุคคลในสหรัฐฯจริง บริษัทก็อาจจะพิจารณาขายอพาร์ตเม้นท์ในสหรัฐฯออกไป 1 แห่ง เพราะหากภาษีนิติบุคคลในสหรัฐฯลดลงแล้วบริษัทขายสินทรัพย์ออกไปจะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น แต่ทั่งนี้การขายหรือการซื้อสินทรัพย์เพิ่มยังไม่มีความชัดเจนในปัจจุบัน
ส่วนการออกหุ้นกู้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท มีทั้งการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ และการออกหุ้นกู้เพื่อทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดอายุ โดยบริษัทคาดว่าจะออกหุ้นกู้ในปีนี้ 2 ครั้ง ในช่วงไตรมาส 2/60 และไตรมาส 3/60 หรือไตรมาส 4/60

ด้านภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้จะเติบโตต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5% โดยจะมีปัจจัยหนุนจากการลงทุนภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยช่วยขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้ เพราะหากภาครัฐมีการลงทุนมากขึ้นจะส่งผลให้มีเงินไหลเวียนเข้ามาในระบบ และทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น แม้ว่าในภาวะปัจจุบันจะเป็นช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น แต่คาดว่าจะไม่ส่งผลต่อการซื้ออสังหาริมทรัพย์มากนัก เพราะความต้องการซื้อสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ประกอบการก็ยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนก่อสร้างที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าราคาที่ดินจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด

ส่วนประเด็นความเข้มงวดการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินนั้นยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินได้รับผลกระทบในเรื่องระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นทำให้สถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะโครงการระดับราคาต่ำกว่า 4 ล้านบาท ที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง ซึ่งอัตราการปล่อยสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อโครงการของบริษัทนั้นถือว่าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20% ซึ่งบริษัทคาดว่าจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยในปีนี้

source: InfoQuest News

Leave a Reply